สาเหตุของ “ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด” อันตรายถึงชีวิต

สาเหตุของ “ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด” อันตรายถึงชีวิต เชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบกันว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการ หายใจหอบเหนื่อย ไอ และเจ็บหน้าอก โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ เช่น อายุ พันธุกรรม โรคประจำตัว รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

สาเหตุของ “ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด” อันตรายถึงชีวิต

โดยส่วนมากลิ่มเลือดอุดตันมักเกิดที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งก่อนเข้าสู่ปอด เช่น ปัจจุบันมีการใส่สายเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ยาทางหลอดเลือดดำใหญ่ อาจเกิดลิ่มเลือดที่แขนได้ แต่น้อยรายที่ลิ่มเลือด จะเข้าสู่ปอดทันที โดยไม่พบลิ่มเลือดที่บริเวณอื่น

อาการของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด

  • เหนื่อย หอบ ระดับความเหนื่อยของผู้ป่วย แต่ละรายจะแตกต่างกันออกไป ตามความรุนแรงของอาการหรือปริมาณลิ่มเลือด ที่อุดตันว่ามากหรือน้อยแค่ไหน และมักมีอาการเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเหนื่อยในช่วงที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำ เป็นประจำแต่เหนื่อยมากกว่าปกติ เช่น เดินขึ้นบันไดในบ้าน
  • ขาบวม พบได้ในบางราย เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหลอดเลือดขา

สาเหตุของโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด

มีสาเหตุมาจากลิ่มเลือดที่อุดตันบริเวณหลอดเลือดขาหลุดไปอุดกั้นหลอดเลือดปอด และบางครั้งอาจเกิดจากการอุดตันของไขมัน คอลลาเจน เนื้อเยื่อ เนื้องอก หรือฟองอากาศในหลอดเลือดปอดได้เช่นกัน ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ ได้แก่

1.อายุ ผู้ที่มีอายุมากเสี่ยงเผชิญโรคนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

2.พันธุกรรม หากสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้หรือมีภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำมาก่อน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคได้มากขึ้น

3.อุบัติเหตุ เช่น กระดูกหัก หรือกล้ามเนื้อฉีก อาจทำให้หลอดเลือดเกิดความเสียหายจนเกิดลิ่มเลือดได้

4.การเจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โดยเฉพาะภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งอื่น ๆ ที่มีการแพร่กระจายของเซลล์เนื้อร้าย

5.การรักษาโรค เช่น การผ่าตัดใหญ่ หรือการทำเคมีบำบัด อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้เช่นกัน

สาเหตุของ "ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด" อันตรายถึงชีวิต

6.ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เช่น การนอนบนเตียงเนื่องจากความเจ็บป่วยหลังการผ่าตัดหรือหลังได้รับอุบัติเหตุ การใส่เฝือก การนั่งโดยสารเครื่องบินหรือรถยนต์เป็นเวลานาน รวมถึงมีอาชีพที่ต้องนั่งเป็นเวลานาน เช่น พนักงานออฟฟิศ เพราะอาจทำให้เลือดไหลเวียนช้าลงและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด

7.การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อโรคนี้และเสี่ยงเผชิญปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ร่วมด้วย

8.ภาวะน้ำหนักตัวเกิน รวมถึงโรคอ้วน อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ โดยเฉพาะผู้หญิงอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินที่สูบบุหรี่หรือมีความดันโลหิตสูง

9.การตั้งครรภ์ น้ำหนักของทารกในครรภ์อาจไปกดทับเส้นเลือดดำบริเวณกระดูกเชิงกราน ทำให้เลือดไหวเวียนได้ช้าลงจนเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด

10.การใช้ฮอร์โมนเสริม ความเสี่ยงในการเกิดเลือดแข็งตัวจนเป็นลิ่มเลือดอาจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือเทสโทสเตอโรน ซึ่งอาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิดหรือการใช้ฮอร์โมนทดแทน และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือสูบบุหรี่

การรักษาโรคลิ่มเลือดอุดตันในปอด

การรักษาโรคนี้ในเบื้องต้น ได้แก่ การฟื้นฟูกู้ชีวิต ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการช็อกหรือหัวใจวาย และการรักษาลิ่มเลือดที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่และไม่ให้ลิ่มเลือดเก่ามีขนาดใหญ่ขึ้น หากรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้

1.การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาเฮพาริน ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว โดยแพทย์จะฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำหรือใต้ผิวหนัง นิยมใช้คู่กับการรับประทานยาวาร์ฟารินเป็นเวลาหลายวันจนกว่าจะเห็นผล อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีเลือดออกง่าย เป็นต้น

2.การใช้ยาสลายลิ่มเลือด แม้ลิ่มเลือดมักสลายไปเองได้ แต่ยาสลายลิ่มเลือด จะเร่งให้ลิ่มเลือดสลายตัวเร็วขึ้น โดยยาสลายลิ่มเลือด อาจทำให้มีเลือดออกมาก ผิดปกติได้ ดังนั้น ยาชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเสี่ยงเป็นอันตรายต่อชีวิตเท่านั้น

3.การสอดท่อเข้าทางหลอดเลือด ในกรณีที่ลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่ และเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์จะสอดท่อเข้าทางหลอดเลือด เพื่อกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตัน

4.การใช้ตะแกรงกรองลิ่มเลือด เพื่อกรองลิ่มเลือดไม่ให้ไปอุดกั้นที่ปอด โดยแพทย์จะใส่ตะแกรงบริเวณหลอดเลือดดำใหญ่อินฟิเรียร์เวนาคาวา ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่ส่งตรงจากขามาสู่หัวใจห้องขวา เหมาะสำหรับรักษาผู้ที่ไม่สามารถรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้ หรือรับประทานยารักษาแล้วไม่ได้ผล

5.การผ่าตัด แพทย์จะผ่าตัดกำจัดลิ่มเลือดในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอาการช็อก ไม่สามารถใช้ยาละลายลิ่มเลือดได้ หรือรักษาด้วยการใช้ยาอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล

การป้องกันโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด

1.ควบคุมน้ำหนักตัว รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีไขมันต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคอ้วนหรือการมีน้ำหนักตัวเกินซึ่งเสี่ยงเกิดการอุดตันของไขมันและลิ่มเลือด และเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ

2.เตรียมตัวก่อนการเดินทางที่ต้องนั่งโดยสารเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำเยอะ ๆ ลุกขึ้นเดินบ้างหลังจากนั่งเป็นเวลานาน งอเข่าหรือบริหารเข่าและ ข้อเท้าในระหว่างนั่งโดยสารทุก ๆ 15-30 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด

3.เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เช่น ออกกำลังกายบริหารขาด้วยการเดิน หรือ นอนราบแล้วใช้หมอนรองเพื่อยกก้นให้สูงขึ้นประมาณ 4-6 นิ้ว ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จ เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ด้วย

4.ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ใช้ถุงน่องแบบรัด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปลอดภัย และมีราคาย่อมเยา หรือใช้เครื่องบีบเค้นด้วยลม เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณขาให้ดีขึ้นและ ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

5.รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์มักให้ผู้ที่เสี่ยงต่อ การเกิดลิ่มเลือด รับประทานยานี้ก่อนและหลังการผ่าตัด รวมถึงผู้ป่วยภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือ มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคมะเร็งด้วย

6.เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ จึงควรละเว้นพฤติกรรมดังกล่าว

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ เมื่อเราได้ทราบแล้วว่า การเกิดภาวะลิ่มเลือกอุดตันในปอด จะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเรามากๆ ดังนั้น เมื่อเราได้ทราบว่า ควรที่จะปฏิพบัติตัวอย่างไร เพื่อที่จะป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดได้ เพื่อสิ่งที่ดีต่อตัวเรานั่นเองค่ะ

กีฬาเพื่อสุขภาพ ผู้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน  การเล่นกีฬานั้น คุณจะแน่ใจได้อย่างไรคะว่า ชนิดของกีฬา และรูปแบบการออกกำลังกายที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น จะเหมาะสมกับตัวคุณ เพราะบางครั้งสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ถ้าเลือกปฏิบัติไม่ถูกต้องอย่างเหมาะสม ก็อาจเกิดโทษได้เช่นกัน

ข้อดีของการเรียนออนไลน์ ในปัจจุบัน ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ การศึกษาในห้องเรียน เปลี่ยนมาเป็นการ เรียนออนไลน์ ที่ในช่วงแรก ๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ของผู้เรียนเท่าไหร่นัก เพราะมีปัญหามากมายตามมา